จับตาศก.หลังเลือกตั้งมาเลเซีย’56

ทิศทางการเลือกตั้งมาเลเซีย’ 56 และประเด็นเศรษฐกิจที่ต้องจับตา

•นายกรัฐมนตรีแห่งมาเลเซีย นายราจิบ ราซัค ประกาศยุบสภาเมื่อวันพุธที่ 3 เม.ย. เพื่อปูทางไปสู่การเลือกตั้งใหม่ ซึ่งเป็นครั้งที่ 13 ที่คาดว่าน่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 5 พ.ค. 56 สำหรับการเลือกตั้งในครั้งนี้ ประชาชนชาวมาเลเซียมีความคาดหวังถึงแนวทางการสร้างอนาคตประเทศในแง่มุมต่างๆ ซึ่งรวมไปถึงการไปสู่เป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูง

•แม้ข่าวเลือกตั้งจะไม่กระทบกับบรรยากาศการลงทุนในตลาดทุนและตราสารหนี้ในมาเลเซียมากนัก เนื่องจากแรงหนุนเงินทุนของมาตรการ QE จากสหรัฐฯและญี่ปุ่น  อีกทั้งตลาดรับข่าวการเลือกตั้งไปก่อนหน้าแล้ว แต่ในระดับโครงสร้างระยะยาว (Economic Structure) รัฐบาลมาเลเซียยังอาจจะต้องเจอโจทย์หนักด้าน  การพึ่งพิงส่งออกในสัดส่วนสูง แรงกดดันด้านราคา และเสถียรภาพทางการคลัง

•กระนั้นก็ตาม คงต้องยอมรับในความแข็งแกร่งของภาคธุรกิจเอกชนและบทบาทของธุรกิจมาเลเซียที่ขยายอาณาจักรไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น จึงคาดว่าเศรษฐกิจมาเลเซียในปี 2556 นี้น่าจะยังมีแรงผลักดันด้านบวกได้อยู่ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของมาเลเซียน่าจะอยู่ในกรอบร้อยละ 4.4-5.2 โดยมีค่ากลางอยู่ที่ร้อยละ 5.0

13rdGeneral Election: ยากที่จะคาดเดาผล

กำหนดการเลือกตั้งในครั้งที่ 13 น่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 5 พ.ค. 56 นี้ เป็นการชิงที่นั่ง ส.ส. 222 ที่นั่งในรัฐสภา และสมาชิกสภาแห่งรัฐ 12 รัฐ  ระหว่างแนวร่วมรัฐบาล (National Front หรือ Barisan Nasional, BN ) และฝ่ายค้านPakatan Rakyat  สำหรับแนวโน้มของผลการเลือกตั้งในครั้งนี้สะท้อนจากการสำรวจยังค่อนข้างจะคาดเดาได้ยาก  ขณะที่เสียงจากชาวมาเลย์เชื้อสายจีนและอินเดียและผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจ น่าจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะชี้ชะตาการเลือกตั้งในครั้งนี้ อนึ่ง นอกเหนือจากประเด็นทางการเมืองแล้ว ประเด็นทางเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ประเมินทิศทางของเศรษฐกิจมาเลเซียในช่วงก่อนเลือกตั้ง รวมทั้งโจทย์สำคัญทางเศรษฐกิจที่รอรัฐบาลชุดใหม่ของมาเลเซียดังนี้

ทิศทางเศรษฐกิจระยะสั้น: ตลาดรับข่าวเลือกตั้งไปแล้วก่อนหน้า ยังมีแรงซื้อต่อเนื่อง

จากข้อมูลการซื้อขายในหลักทรัพย์ รวมทั้งการถือครองตราสารหนี้ของนักลงทุนต่างประเทศ ในช่วงหลังการประกาศยุบสภาของมาเลเซีย ไม่ได้สะท้อนความกังวลของนักลงทุนที่ชัดเจนนัก โดยดัชนีหลักทรัพย์ FTSE KLCI (รูปที่ 1) ยังทรงตัวในระดับสูง ขณะที่อัตราถือครองตราสารหนี้ (รูปที่ 2) ก็ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าในสายตาของนักลงทุนอาจจะรับข่าวการเลือกตั้งใหม่ไปแล้วก่อนหน้า ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจปัจจุบันของมาเลเซียยังคงอยู่ในเกณฑ์ดี จึงให้น้ำหนักของความไม่แน่นอนทางการเมืองน้อยกว่า นอกจากนี้ยังมีปัจจัยของ QE จากสหรัฐฯ และญี่ปุ่นที่ส่งผลให้ยังมีแรงซื้อในภูมิภาคอาเซียน รวมทั้งมาเลเซียด้วย สะท้อนจากการแข็งค่าของค่าเงินริงกิตในระยะนี้

ทิศทางเศรษฐกิจระยะยาว: การค้าระหว่างประเทศ เสถียรภาพด้านราคา และการคลัง ตลอดจนท่าทีต่อนโยบายการลงทุนยังคงเป็นประเด็นสำคัญ

•สถานการณ์ด้านการค้าระหว่างประเทศยังไม่น่าไว้วางใจ แม้ทิศทางของเศรษฐกิจมาเลเซียจะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากร้อยละ 5.1 ในปี 2554 มาอยู่ที่ร้อยละ 5.6 ในปี 2555 โดยการนำของการลงทุน และ การใช้จ่ายภาครัฐ กระนั้นก็ตาม ภาคส่งออกของมาเลเซียเป็นกลุ่มเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบไม่น้อยจากอุปสงค์โลกชะลอตัวในปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะสินค้าส่งออกในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า และกลุ่มน้ำมันปาล์มซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของมาเลเซีย ทำให้ดุลการค้าปิดบวกลดลงจากปี 2554 (8,239 ล้านริงกิต) ถึงกว่า 2 เท่า มาอยู่ที่ 3,268 ล้านริงกิต  ด้วยโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่พึ่งพิงส่งออกราวร้อยละ 92 ของจีดีพีท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจคู่ค้า อาจนำไปสู่ความผันผวนของเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศได้  ถือเป็นโจทย์สำคัญของทางการที่จะต้องปรับดุลยภาพเศรษฐกิจระหว่างอุปสงค์ในประเทศและการอุปสงค์จากต่างประเทศ (Economic Rebalance)ให้เหมาะสมขึ้น

•แรงกดดันด้านราคายังมีอยู่ แม้อัตราเงินเฟ้อทรงตัวอยู่ในระดับต่ำที่ร้อยละ 1.5 ในเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา (เมื่อเทียบกับร้อยละ1.7ในปี 2555 ดังแสดงในรูปที่ 5) แต่นั่นเป็นผลจากความพยายามในการควบคุมระดับราคาอาหาร ค่าไฟฟ้า และพลังงานของทางการ (ทั้งหมดคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 52.9 ของตะกร้าราคา)  เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ในปี 2555  จากผลการศึกษาที่จัดทำโดย IMF พบว่ามาเลเซียใช้งบประมาณผ่านมาตรการสนับสนุนด้านราคาพลังงาน ไฟฟ้า และน้ำมัน ที่ร้อยละ 7.21 ของจีดีพี หรือ ร้อยละ32.94 ของรายได้ภาครัฐ เป็นที่สองในกลุ่มเอเชียเกิดใหม่ (Emerging Asia) รองจากบรูไนเพียงประเทศเดียว (ตารางที่ 1) ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่ารัฐบาลมาเลเซียใช้งบประมาณราว 42.4 พันล้านริงกิตไปกับการควบคุมระดับราคาในประเทศ โดยในจำนวนนั้นเป็นการสนับสนุนราคาน้ำมัน 25.2 พันล้านริงกิตหรือราวร้อยละ 60 ของการอุดหนุนราคาทั้งหมด

•วินัยทางการคลัง การใช้จ่ายภาครัฐของมาเลเซียอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง จากตัวเลขปี 2555 รัฐบาลมาเลเซียขาดดุลงบประมาณที่ 42 พันล้านริงกิต หรือ ร้อยละ 4.5  ของจีดีพี (ตารางที่2) ขณะที่สัดส่วนหนี้ภาครัฐอยู่ที่ร้อยละ 53.5 ของจีดีพี โดยส่วนใหญ่เป็นมูลหนี้ที่ก่อขึ้นในประเทศ(ร้อยละ 51.7ของจีดีพี) ทั้งนี้หากมูลหนี้ภาครัฐไต่ระดับสูงกว่าร้อยละ 60 ของจีดีพี จะส่งผลต่อเสถียรภาพทางการคลังได้  ซึ่งข้อจำกัดด้านการใช้จ่ายภาครัฐที่ยืนในระดับสูงนี้เองเป็นอีกโจทย์หนึ่งสำหรับรัฐบาลชุดใหม่ต่อการบริหารจัดการงบประมาณทางการคลังซึ่งกำลังเข้าใกล้เพดานการก่อหนี้ซึ่งมาเลเซียได้กำหนดไว้ที่ร้อยละ 55 ของจีดีพี

•การลงทุนจากต่างชาติ  มาเลเซียในฐานะของประเทศที่มีขนาดเล็ก และเศรษฐกิจเปิด (Small-opened Economy) มีท่าทีเปิดรับต่อการเข้ามาของทุนต่างชาติมาโดยตลอด ที่ผ่านมา ทางการมาเลเซียได้กำหนดธุรกิจจากภาคการผลิตและบริการ ที่จะได้รับการสนับสนุนการลงทุนเป็นพิเศษ ทั้งในด้านผลประโยชน์ทางภาษี และมิใช่ภาษี ดังนั้นจุดยืนที่เปิดกว้างนี้น่าจะยังคงอยู่ทั้งสำหรับแนวร่วม BN หรือ พรรคฝ่ายค้าน แต่วิธีและหลักการอาจจะแตกต่างไป อย่างไรก็ดี ยังคงมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนโยบายภูมิบุตรยังคงเป็นจุดที่ต้องจับตา ภายใต้แนวโน้มที่มาเลเซียอาจต้องปรับกฎระเบียบด้านการลงทุนให้สอดคล้องกับกรอบความตกลงการค้าเสรีที่ทำไว้กับประเทศต่างๆ

กล่าวโดยสรุป ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การเลือกตั้งครั้งที่ 13 ของมาเลเซียในครั้งนี้ มีหลากหลายประเด็นที่จะต้องติดตาม อาทิเช่น ทิศทางของรัฐบาลชุดใหม่ต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า ที่ผ่านมารัฐบาลมีจุดยืนที่ชัดเจนในการนำพาประเทศไปสู่เศรษฐกิจรายได้สูง (15,000 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อหัวต่อปี) ภายในปี 2020 หรือปี พ.ศ. 2563 โจทย์เศรษฐกิจข้อนี้จะถูกถ่ายโอนไปยังรัฐบาลชุดใหม่เช่นเดียวกัน  พร้อมกับแนววิธีปฏิบัติที่คงจะต้องติดตามว่าแต่ละฝ่ายจะดำเนินนโยบายเพื่อไปสู่เป้าประสงค์ข้างต้นเช่นไร ซึ่งแม้ทิศทางเศรษฐกิจของมาเลเซียในปัจจุบันจะอยู่ในเส้นทางที่ดี (เติบโตที่ร้อยละ 5.6 อัตราเงินเฟ้อเดือน ก.พ.ร้อยละ 1.5 (YoY)) แต่หากพิจารณาในระดับโครงสร้างแล้วพบว่า การใช้จ่ายภาครัฐและเสถียรภาพทางการคลังเป็นจุดที่รัฐบาลน่าจะต้องให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ  ขณะเดียวกันประเด็นด้านกฎเกณฑ์ที่มีความข้องเกี่ยวกับเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ และการสนับสนุนธุรกิจในประเทศก็เป็นจุดอ่อนไหวที่จะต้องหาสมดุลระหว่างสองฝ่ายอย่างเหมาะสม ขณะที่ปริวรรตเศรษฐกิจโลกเป็นไปในอัตราเร็วขึ้น มาเลเซียเองก็ต้องปรับตัวในจังหวะที่สอดคล้องกัน

กระนั้นก็ตาม ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น คงต้องยอมรับในจุดหนึ่งว่า ที่ผ่านภาคเอกชนของมาเลเซียเป็นส่วนหลักในการผลักดันเศรษฐกิจของประเทศ และไม่ว่าโมเมนตัมทางการเมืองจะเป็นอย่างไร ธุรกิจมาเลเซียก็สามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง จากตัวเลขปี 2555 ที่ผ่านมาการลงทุนภาคเอกชนของมาเลเซียเติบโตที่ร้อยละ 22.0 จากลงทุนเพิ่มในภาคอุตสาหกรรมการผลิต โทรคมนาคมและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่บทบาทของธุรกิจมาเลเซียที่ขยายออกไปนอกประเทศมีความเด่นชัดขึ้นเตรียมพร้อมเข้าสู่ AEC โดยตัวเลขการลงทุนของมาเลเซียในต่างประเทศปี 2555 อยู่ที่ราว 51พันล้านริงกิต และเมื่อพิจารณาโดยภาพรวมแล้ว การเติบโตทางเศรษฐกิจรวมในปี 2556 นี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าน่าจะอยู่ในกรอบร้อยละ 4.4-5.2 โดยมีค่ากลางที่ร้อยละ 5.0 จากร้อยละ 5.6 ในปี2555

 

Short URL: http://www.mnewsfund.com/?p=36106

Posted by on เม.ย. 17 2013. Filed under Breakingnews, M-Reserch. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0. Both comments and pings are currently closed.

Comments are closed

Photo Gallery