เสื้อผ้าสำเร็จรูปไทย: รับอานิสงส์เปิดเสรี AEC

ธุรกิจเสื้อผ้าสำเร็จรูปไทย: ขยายบทบาทสู่อินโดนีเซีย … รับอานิสงส์เปิดเสรี AEC”

แนวโน้มการแข่งขันในธุรกิจเสื้อผ้าสำเร็จรูป[1]เพิ่มดีกรีความร้อนแรงมากขึ้น การบุกเบิกช่องทางการค้าและการลงทุนในต่างประเทศ เป็นหนึ่งในกลวิธีรักษาความอยู่รอดทางธุรกิจ “อินโดนีเซีย” เป็นหนึ่งในประเทศอาเซียนที่น่าจับตามองสำหรับธุรกิจเสื้อผ้าสำเร็จรูป โดยสำหรับผู้ประกอบการไทยแล้ว การทำธุรกิจเสื้อผ้าสำเร็จรูปในตลาดอินโดนีเซียมีความน่าสนใจในหลายมิติ ทั้งในแง่ของโอกาสทางด้านการค้า การลงทุน รวมไปถึงเป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าไปสู่ตลาดผู้บริโภค ด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ  และจำนวนประชากรขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน ตลอดจนการเป็นฐานการผลิตเครื่องนุ่งห่มที่สำคัญของโลก ปัจจัยเหล่านี้ถือเป็นแรงขับเคลื่อนที่ผลักดันให้อินโดนีเซียทวีบทบาทความสำคัญ สำหรับนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติที่จะเข้าไปแสวงหาโอกาสในธุรกิจนี้ โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ศึกษาโอกาสและความน่าสนใจในการเจาะตลาดอินโดนีเซีย ซึ่งมีประเด็นสำคัญ ดังนี้

 

 ในแง่การค้า …. ไทยมีโอกาสส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปไปอินโดนีเซียได้อีกมาก เพื่อรองรับความต้องการในประเทศ และเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ภายใต้วิกฤตเศรษฐกิจโลกที่อยู่ในช่วงขาลง แต่เศรษฐกิจของอินโดนีเซียยังสามารถขยายตัวได้อย่างโดดเด่น สะท้อนจากข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ล่าสุด ณ เดือนตุลาคม 2555 ที่ประมาณการว่า เศรษฐกิจอินโดนีเซียน่าจะเติบโตราวร้อยละ 6.0 ในปี 2555 และคาดว่าจะสามารถรักษาระดับการขยายตัวในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 6.5 ในช่วงปี 2556-2558  ซึ่งเป็นช่วงของการเข้าสู่ AEC จากปัจจัยหนุนดังกล่าว น่าจะทำให้เศรษฐกิจและการค้าของอินโดนีเซียเติบโต และผลักดันให้รายได้ของประชากรเพิ่มสูงขึ้น จนนำไปสู่อำนาจการตัดสินใจและกำลังซื้อในกลุ่มสินค้าเครื่องแต่งกายที่เพิ่มขึ้น

 

Æ ปัจจุบันอินโดนีเซียเป็นตลาดคู่ค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มที่สำคัญอันดับ 4 ของไทย ซึ่งในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2555 มีมูลค่าส่งออกทั้งสิ้น 261.0 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 19.96 (YOY) โดยสินค้าส่วนใหญ่ที่ส่งออกไปยังอินโดนีเซีย จะอยู่ในกลุ่มของสินค้าวัตถุดิบต้นน้ำอย่าง สิ่งทอ แต่ในระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมา การส่งออกสินค้าปลายน้ำอย่าง เสื้อผ้าสำเร็จรูป ก็มีแนวโน้มเติบโตอย่างน่าสนใจ

 

Æทั้งนี้ อินโดนีเซียเป็นตลาดใหญ่ที่มีความต้องการบริโภคสิ่งทอและผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นทุกปีอย่างต่อเนื่อง จากคนละ 4 กิโลกรัมในปี 2543 เพิ่มขึ้นเป็นคนละ 5 กิโลกรัมในปี 2552 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นคนละ 6  กิโลกรัม/คน ในปี 2558 [2] ซึ่งแม้ว่าอินโดนีเซียจะเป็นผู้ผลิตและสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มรายสำคัญของโลก แต่ก็ยังมีความต้องการนำเข้าสิ่งทอและผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศค่อนข้างสูง โดยจะเห็นได้ว่า ในระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมา ยอดนำเข้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปของอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นสูงเฉลี่ยร้อยละ 43 ต่อปี โดยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2555 การนำเข้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปของอินโดนีเซีย มีมูลค่าทั้งสิ้น 223.19 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวร้อยละ 17.4 (YOY) ในขณะที่การนำเข้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปจากไทยเองก็เติบโตไปในทิศทางเดียวกัน คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 4.88 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 68.6 (YOY)[3] โดยสินค้านำเข้าหลัก ได้แก่ เสื้อยืด T-shirt และชุดสูท/เสื้อผ้าสตรี

 

Æ ข้อสังเกตประการหนึ่ง แม้ว่าสัดส่วนการนำเข้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปจากไทย จะไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับแหล่งนำเข้าหลักอย่าง จีน เกาหลีใต้และฮ่องกง ซึ่งครองสัดส่วนรวมกันถึงร้อยละ 61.1 แต่เมื่อพิจารณาเฉพาะคู่แข่งในอาเซียน จะพบว่า ไทยเป็นรองแค่สิงคโปร์และเวียดนามเท่านั้น ในขณะที่การเติบโตของมูลค่าการนำเข้าจากไทยก็เติบโตโดดเด่นกว่าคู่แข่งอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นทั้งตลาดหลักอย่าง จีน (ขยายตัว 46.2%) หรือคู่แข่งในอาเซียนอย่าง สิงคโปร์ (หดตัว 7.6%) เวียดนาม (หดตัว 0.3%)

 

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า การส่งออกสินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทยไปยังอินโดนีเซียทั้งปี 2555 จะมีมูลค่าทั้งสิ้น 8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวถึงร้อยละ 43.0 (YOY) ซึ่งถือว่าเติบโตสูงเมื่อเทียบกับการขยายตัวของการส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทย ปี 2555 ที่คาดว่าน่าจะปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 2,950 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือหดตัวถึงร้อยละ 10 (YOY)

 

แง่การลงทุน … จำนวนแรงงานมากและค่าจ้างแรงงานที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ยังเป็นแรงหนุนให้นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ สนใจฐานการผลิตในอินโดนีเซีย ทั้งนี้ มูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) ในสาขาสิ่งทอและเสื้อผ้าของอินโดนีเซียมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากอัตราเฉลี่ยต่อปี 208.93 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในช่วงปี 2548-2550 พุ่งสูงไปอยู่ที่ระดับ 278.65 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในช่วงปี 2551-2554 ประกอบกับความแข็งแกร่งด้านการบริโภคที่เพิ่มมากขึ้น เป็นแรงขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของอินโดนีเซียเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง จากจุดเด่นในเรื่องของจำนวนแรงงานและค่าแรงที่ยังคงอยู่ในระดับที่ต่ำ พอจะแข่งขันได้กับผู้ผลิตในตลาดอาเซียน

 

รายละเอียดในธุรกิจสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม

เวียดนาม

กัมพูชา

ลาว

พม่า

ไทย

อินโดนีเซีย

จำนวนกำลังแรงงาน  (คน)

2,200,000

340,000

30,000

20,000

500,000

1,300,000

ค่าจ้างแรงงาน(USD/เดือน)2

200-220

120-150

160-180

70-80

350-360

200-220

ที่มา: THTI, TGMA, DITP รวบรวมโดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย, หมายเหตุ: 2 ข้อมูลจากผู้ประกอบการรายใหญ่ (2555)

 

Æ สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจเข้าไปลงทุนใช้อินโดนีเซียเป็นฐานการผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป จะพบว่า พื้นที่รองรับการผลิตที่มีศักยภาพจะกระจายตัวอยู่ในหมู่เกาะชวา เนื่องจากเป็นแหล่งที่มีแรงงานฝีมือในการตัดเย็บเสื้อผ้าเป็นจำนวนมาก ในขณะที่ตลาดรองรับภายในประเทศที่สำคัญ อย่างห้างสรรพสินค้า ร้านค้าส่ง/ค้าปลีกขนาดใหญ่ ก็กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมืองหลวงอย่างจาการ์ตา และหัวเมืองสำคัญอื่นๆ ในหมู่เกาะชวา ซึ่งหากผู้ประกอบการมีสายสัมพันธ์กับคนท้องถิ่น ก็จะสามารถทำให้เข้าถึงตลาดได้ง่ายขึ้น ส่วนผู้ประกอบการที่ต้องการใช้อินโดนีเซียเป็นฐานผลิตเพื่อส่งออก การเลือกลงทุนในทำเลที่ไม่ไกลจากท่าเรือขนส่ง หรือท่าอากาศยานอย่าง ท่าเรือจาการ์ตาหรือสุราบายา ก็จะเอื้อให้ผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุนค่าขนส่งได้เพิ่มมากขึ้น

 

Æ ปัจจุบันภาครัฐฯ ของอินโดนีเซียให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการลงทุนในกลุ่มสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น  เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการที่ต้องการย้ายฐานการผลิตในกลุ่มสินค้าที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ อาทิ ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มสิ่งทอเทคนิค เป็นต้น

 

ธุรกิจค้าปลีกเสื้อผ้าสำเร็จรูป (Clothing Retail) … หนึ่งโอกาสของผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดผู้บริโภคอินโดนีเซีย จากการที่อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็วเป็นอันดับ 3 ในทวีปเอเชีย และเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน โอกาสการทำตลาดเสื้อผ้าสำเร็จรูปในอินโดนีเซีย จึงอยู่ที่ตลาดผู้บริโภคที่มีขนาดใหญ่ถึง 244 ล้านคน โดยองค์ประกอบที่เป็นแรงส่งให้ผู้ประกอบการมุ่งความสนใจเข้าไปเจาะตลาดในอินโดนีเซีย ได้แก่

 

Æ การพัฒนาเข้าสู่ความเป็นเมืองของอินโดนีเซีย (Urbanization) ถือเป็นโอกาสขยายการลงทุนในธุรกิจเสื้อผ้าสำเร็จรูป ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ ประชากรส่วนใหญ่ย้ายเข้ามาอาศัยและทำงานในเมืองเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในหัวเมืองสำคัญอย่าง จาการ์ตา สุราบายา บันดุง เซรัง ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายและรายได้ที่เติบโตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จะเห็นได้ว่าหัวเมืองสำคัญข้างต้น มีการกระจายตัวของห้างสรรพสินค้าและ Modern trade อยู่เป็นจำนวนมาก คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 70 ของจำนวน Modern trade ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นช่องทางกระจายสินค้าที่สำคัญ ที่เข้าถึงตลาดผู้บริโภคที่มีอำนาจในการจับจ่ายใช้สอยได้

.

Æ ความต้องการซื้อเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของชาวอินโดนีเซีย น่าจะยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง นับจากนี้ไปจนถึงการเปิดเสรี AEC ในปี 2558 สะท้อนจาก ความต้องการสินค้าเสื้อผ้าในปี 2554 เพิ่มขึ้นจากปี 2549 ถึงร้อยละ 89 และถึงแม้ว่าสินค้าที่ผลิตในประเทศจะครองส่วนแบ่งตลาดมากกว่าร้อยละ 96 แต่สินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ ก็เริ่มมีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้น โดยจะเห็นได้ว่า ความต้องการสินค้าเสื้อผ้านำเข้าในปี 2554 เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 200 จากปี 2549 (ในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา) ซึ่งถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยที่สามารถเข้าไปช่วงชิงโอกาสทางการตลาดเพิ่มขึ้นได้ ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจและอานิสงส์ของ AEC

 

Æ รสนิยมที่ใกล้เคียงและกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการมีโอกาสขยาย Outlet และ Brand ของไทย ไปสู่หัวเมืองสำคัญที่มีอัตราการบริโภคและรายได้ต่อหัวประชากรที่เพิ่มสูงขึ้น  จะเห็นได้ว่า คนรุ่นใหม่อินโดนีเซียมีกำลังซื้อสูง โดยเฉพาะชนชั้นกลางที่มีจำนวนมากขึ้นนับตั้งแต่ปี 2546 จากร้อยละ 37.7 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 56.5 ในปี 2553  ซึ่งผู้บริโภคกลุ่มนี้ มีความชื่นชอบสินค้าแฟชั่นและเครื่องแต่งกายและแสวงหาความแปลกใหม่ในสินค้าและบริการเหล่านั้นค่อนข้างสูง ซึ่งในบางครั้งการผลิตในประเทศยังไม่สามารถเติมเต็มความต้องการเหล่านี้ได้ ปัจจุบันมีสินค้าไทยหลายรายการที่ทำตลาดได้ดีในอินโดนีเซีย อาทิ เสื้อยืด T-shirt และเสื้อผ้าสตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เสื้อผ้าสำเร็จรูปที่เน้นการออกแบบที่ทันสมัยและแตกต่างจากสินค้าทั่วไปตามท้องตลาด

 

 

Æ ปัจจุบัน ผู้ประกอบการเสื้อผ้าสำเร็จรูปทั้งที่มีแบรนด์และเสื้อผ้าของดีไซเนอร์ไทยไม่ต่ำกว่า 10 ราย ได้เข้าไปทำตลาดในอินโดนีเซียมากขึ้น ทั้งในลักษณะโมเดลร้านค้าแบบสแตนด์อโลนและรูปแบบของโชว์รูม ซึ่งสินค้าส่วนใหญ่ที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคชาวอินโดนีเซีย ได้แก่ เสื้อผ้าแฟชั่นที่มีการออกแบบทันสมัยตามแบบฉบับตะวันตก เสื้อผ้ามุสลิมที่มีการผสมผสานระหว่างผ้าพื้นเมืองและรูปแบบการดีไซน์ที่ทันสมัย ในขณะที่รูปแบบการออกแบบร้านและการจัดวางสินค้า (Store Design and Display) พบว่า สำหรับผู้ประกอบการท้องถิ่น (Local Brand) การจัดรูปแบบร้านยังอยู่ในลักษณะแบบดั้งเดิมและไม่มีลูกเล่นในการจัดวางสินค้า เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคมากนัก อีกทั้งส่วนใหญ่ยังเน้นการทำตลาดสินค้าที่อยู่ในระดับกลางถึงล่าง ในขณะที่ร้านค้าปลีกเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทย เปิดตลาดด้วยสินค้าคุณภาพในระดับกลางถึงบน โดยอาศัยจุดเด่นในเรื่องของการสร้างบรรยากาศภายในร้าน ความหลากหลายของสินค้า การจัดหมวดหมู่ได้ชัดเจนและลงตัว ทำให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ใหม่ในการเดินเลือกซื้อสินค้ามากขึ้น ประกอบกับราคาที่ไม่สูงมากเมื่อเทียบกับเสื้อผ้าประเภทเดียวกันที่นำเข้าจากอเมริกาและยุโรป จึงทำให้ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นใบเบิกทางที่ดีที่ทำให้ภาพลักษณ์ของสินค้าไทยดูดีในสายตาของชาวอินโดนีเซีย และเปิดทางให้ผู้ประกอบการรายอื่นๆ สามารถเข้ามาทำตลาดได้ง่ายขึ้น

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า แม้ว่าเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทยจะมีศักยภาพในตลาดอินโดนีเซีย แต่ภายใต้โอกาสก็ยังมีความท้าทายแฝงอยู่ ซึ่งประเด็นที่ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญ ได้แก่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ในแง่ของ

การค้า

และ

ธุรกิจค้าปลีก

เสื้อผ้าสำเร็จรูป

  • การแข่งขันในตลาดที่รุนแรงมากขึ้น จากกลุ่มธุรกิจต่างชาติที่พยายามจะรุกคืบเข้าสู่ตลาดในอินโดนีเซีย ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ชั้นนำระดับโลก (Global Brand) และแบรนด์ระดับภูมิภาค (Regional Brand) ที่มีแผนจะเข้ามาเปิดตลาดและขยายสาขาในอินโดนีเซียในช่วงปี 2556-2558 ไม่ต่ำกว่า 10 แบรนด์  เพื่อแสวงหาตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูงเพื่อรองรับสินค้า ท่ามกลางความซบเซาของเศรษฐกิจโลก
  • ขณะที่ผู้บริโภคเองก็มีทางเลือกในการบริโภคที่หลากหลายและสามารถปรับเปลี่ยนการตัดสินใจในการซื้อได้อย่างรวดเร็ว จะเห็นได้ว่า ปัจจุบันแม้จะมี Local Brand อยู่เป็นจำนวนมาก แต่ไม่มีแบรนด์ไหนที่โดดเด่น ซึ่งหากผู้ประกอบการเข้าไปตลาดได้เร็ว ก็จะทำให้ผู้บริโภคยอมรับและภักดีในสินค้ามากขึ้นเร็วเท่านั้น
  • การเข้าไปทำตลาดในอินโดนีเซีย ควรจับตลาดระดับกลางถึงบน เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันด้านราคากับ Local Brand และสินค้าที่เข้ามาตีตลาดจากจีนและเวียดนาม ที่ส่วนใหญ่ยังจับตลาดกลางถึงล่าง ซึ่งแม้ว่าการแข่งขันในขณะนี้ ผู้ประกอบการอาจจะลังเลในเรื่องของกำลังซื้อ ที่ยังกระจุกตัวอยู่ในเขตเมือง แต่เชื่อว่า หลังจากการเปิด AEC ในปี 2558 ผู้บริโภคจะมีรายได้เพิ่มสูงขึ้น จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภค ทั้งในเขตเมืองและหัวเมืองรอบนอก
  • ธุรกิจเสื้อผ้าสำเร็จรูปมีการแข่งขันเชิงกลยุทธ์สูงมาก ผู้ประกอบการควรวางแผนกลยุทธ์อย่างเหมาะสม ทั้งในเรื่องกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย พฤติกรรมผู้บริโภค การตั้งราคาที่ได้เปรียบกับคู่แข่งและศึกษาคู่แข่งอย่างถ่องแท้ และเนื่องจากเป็นสินค้าในกลุ่มแฟชั่น เรื่องของดีไซน์จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ต้องวางแผนอย่างรอบคอบไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเทรนด์ต่างๆ การออกแบบคอลเลคชั่น

 

ในแง่ของ

การลงทุน

เพื่อการผลิตเสื้อผ้า

สำเร็จรูป

  • สิ่งที่นักลงทุนต้องตระหนักในด้านการลงทุน คือ การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบต่างๆ ภายในประเทศที่มีขึ้นอยู่บ่อยๆ และกฎหมายแรงงานในประเทศที่ค่อนข้างเข้มงวด อาทิ การจ่ายเงินทดแทนในกรณีลูกจ้างลาออกจากงานในอัตราที่สูง นอกจากนี้ นโยบายภาครัฐฯ ที่มีแนวโน้มส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศและมีมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (NTBs)มากขึ้น อาจทำให้นักลงทุนที่ไม่ได้ติดตามอย่างใกล้ชิด ไม่สามารถทำการค้าการลงทุนได้อย่างราบรื่นนัก
  • ประสิทธิภาพของแรงงานอินโดนีเซีย พบว่า สามารถตัดเย็บได้ค่อนข้างดี สามารถตัดเย็บงานที่ไม่ต้องใช้เทคนิคและเครื่องจักรที่ซับซ้อนได้ แต่สำหรับงานที่ต้องการความละเอียด สม่ำเสมอ อย่างงานปักที่มีความละเอียดสูง หรืองานที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีตัดเย็บขั้นสูง อาจเป็นจุดด้อยของแรงงานอินโดนีเซีย
  •  จากการที่ผู้ผลิตจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนในอินโดนีเซียเพิ่มขึ้น ทำให้มีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาการแย่งแรงงานและขาดแคลนแรงงานได้ในระยะข้างหน้า ทั้งจากผู้ประกอบการเสื้อผ้าสำเร็จรูปรายใหญ่ในภูมิภาคอย่าง จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้และฮ่องกง และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอื่น อาทิ  อุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ที่เข้ามาขยายฐานการผลิตในอินโดนีเซียเช่นเดียวกัน ส่งผลทำให้แรงงานมีทางเลือกในการเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ซึ่งเป็นปัญหาที่เวียดนามกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

 

 

โดยสรุป

            ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า สำหรับผู้ประกอบการไทย การทำธุรกิจเสื้อผ้าสำเร็จรูปในตลาดอินโดนีเซียมีความน่าสนใจในหลายมิติ กล่าวคือ

 

-ในแง่การค้า: เศรษฐกิจของอินโดนีเซียที่เติบโตอย่างโดดเด่น ผลักดันให้รายได้ของประชากรเพิ่มสูงขึ้น จนนำไปสู่อำนาจในการตัดสินใจและกำลังซื้อในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคอย่าง สินค้าเครื่องแต่งกายและแฟชั่น จะเห็นได้จาก ในระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมา ยอดนำเข้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปของอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ในขณะที่การนำเข้าจากไทยก็เติบโตไปในทิศทางเดียวกัน และขยายตัวสูงเมื่อเทียบกับคู่แข่งอื่นๆ ในภูมิภาค

- ในแง่การลงทุน: มูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) ในสาขาสิ่งทอและเสื้อผ้าของอินโดนีเซียที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการก้าวเข้าสู่การเปิดเสรี AEC ในปี 2558 คงปฎิเสธไม่ได้ว่า จะยิ่งเพิ่มแรงดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้าสู่อินโดนีเซียมากขึ้น จากจุดเด่นของจำนวนแรงงานและค่าแรงที่ยังคงอยู่ในระดับที่ต่ำ พอจะแข่งขันได้กับผู้ผลิตในตลาดอาเซียน

- ธุรกิจค้าปลีกเสื้อผ้าสำเร็จรูป: มีปัจจัยหนุน ได้แก่ การพัฒนาเข้าสู่ความเป็นเมือง (Urbanization) และความต้องการซื้อเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของชาวอินโดนีเซียที่เติบโตต่อเนื่อง นอกจากนี้ รสนิยมที่ใกล้เคียงและกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการมีโอกาสขยาย Outlet และ Brand ของไทยไปสู่หัวเมืองสำคัญที่มีอัตราการบริโภคและรายได้ต่อหัวประชากรที่เพิ่มสูงขึ้น

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า จากปัจจัยที่ได้กล่าวในข้างต้น น่าจะมีส่วนผลักดันให้มูลค่าการส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทยไปยังอินโดนีเซีย ในปี 2555 มีมูลค่าทั้งสิ้น 8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือขยายตัวถึงร้อยละ 43.0 (YOY) และในช่วงที่จะก้าวไปสู่การเปิดเสรี AEC ปี 2556-2558 การส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทยไปยังอินโดนีเซียก็น่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนหนึ่งมาจากการเติบโตของเศรษฐกิจอินโดนีเซีย และอีกส่วนหนึ่งก็มาจากผู้ประกอบการเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทยที่เข้าไปบุกเบิกทำการค้า การลงทุนในอินโดนีเซียเพิ่มมากขึ้น ทั้งในส่วนของผู้ส่งออกและผู้ประกอบการค้าปลีก/ห้างสรรพสินค้า

                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                               

ทั้งนี้ แม้ว่าเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทยจะมีศักยภาพในตลาดอินโดนีเซีย ที่มีมูลค่าค้าปลีกเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายสูงถึง 11, 000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ภายใต้โอกาสก็ยังมีความท้าทายแฝงอยู่ ซึ่งประเด็นที่ควรให้ความสำคัญ ได้แก่ การแข่งขันในธุรกิจเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น จากกลุ่มธุรกิจต่างชาติที่พยายามจะรุกคืบเข้าสู่ตลาดอินโดนีเซีย ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ชั้นนำระดับโลกและแบรนด์ระดับภูมิภาค ที่เข้ามาทำตลาดและใช้อินโดนีเซียเป็นฐานการผลิต ซึ่งจุดนี้อาจจะกลายอุปสรรคต่อการทำตลาดในประเทศ และการส่งออกไปยังอินโดนีเซียในระยะข้างหน้าเพิ่มมากขึ้นได้ ขณะที่ผู้บริโภคก็จะมีทางเลือกในการบริโภคที่หลากหลายและสามารถปรับเปลี่ยนการตัดสินใจในการซื้อได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น ผู้ประกอบการควรวางแผนกลยุทธ์อย่างเหมาะสม ทั้งในเรื่องของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย พฤติกรรมผู้บริโภค การตั้งราคาที่ได้เปรียบกับคู่แข่งและศึกษาคู่แข่งอย่างถ่องแท้ นอกจากนี้  ต้องวางแผนอย่างรอบคอบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดีไซน์ เทรนด์ต่างๆ การออกแบบคอลเลคชั่น

 

ส่วนในแง่ของการลงทุน สิ่งที่นักลงทุนจะต้องตระหนักในการลงทุนย้ายฐานการผลิตมายังอินโดนีเซีย คือ การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบต่างๆ ภายในประเทศที่มีขึ้นอยู่บ่อยๆ รวมไปถึงกฎหมายแรงงานในประเทศที่ค่อนข้างเข้มงวด ซึ่งหากนักลงทุนที่ไม่ได้ติดตามอย่างใกล้ชิด อาจส่งผลให้ทำการค้าการลงทุนได้ไม่อย่างราบรื่นนัก และแม้ว่าประสิทธิภาพแรงงานอินโดนีเซียจะสามารถตัดเย็บได้ค่อนข้างดี แต่ส่วนใหญ่มักเป็นงานที่ไม่ซับซ้อน ส่วนงานที่ต้องการความละเอียดสูง อาจเป็นจุดด้อยของแรงงานอินโดนีเซีย นอกจากนี้ การที่ผู้ผลิตจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนในอินโดนีเซียเพิ่มขึ้น อาจทำให้มีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาการแย่งแรงงานและขาดแคลนแรงงานได้ในระยะข้างหน้า

 

ดังนั้น ในช่วงรอยต่อของการก้าวสู่ AEC ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า น่าจะเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ดีสำหรับผู้ประกอบการไทยที่จะรุกเข้าสู่ตลาดอินโดนีเซียให้มากขึ้น เพราะเมื่อถึงช่วงเวลาดังกล่าวแล้วนั้น พื้นที่การแข่งขันของอุตสาหกรรมในประเทศดังกล่าว ก็อาจเต็มไปด้วยความหนาแน่น ซึ่งอาจทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญความท้าทายในการเข้าชิงพื้นที่ในระดับที่สูงขึ้นกว่าโดยเปรียบเทียบ


[1] เสื้อผ้าสำเร็จรูป พิกัด HS 61-62

[2] สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงจาการ์ตา

[3] ช่วง 9 เดือนแรกของปี 2555 ในภาพรวมยอดการส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทยหดตัวร้อยละ 11.7 (YOY) แต่การส่งออกไปยังอินโดนีเซียกลับเติบโตได้ถึง 38.4 (YOY)

Short URL: http://www.mnewsfund.com/?p=22234

Posted by on พ.ย. 6 2012. Filed under Breakingnews, M-Reserch. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0. Both comments and pings are currently closed.

Comments are closed

Photo Gallery